<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2019 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2019 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำเสียเอง!จนท.ไฟฟ้าขอนแก่นจ้างรถยกมาขโมยหม้อแปลงขนาด 3 เฟสไปขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 เม.ย.62- พล.ต.ท.สุระชัย &amp;nbsp;ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรหมณัฎฐเขต &amp;nbsp;ฮามคำไพ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น,นายฉัตรชัย &amp;nbsp;อุ่นเจริญ รักษาการปลัดจังหวัดขอนแก่น,พ.อ.พิทักษ์พล &amp;nbsp;ชูศรี หัวหน้ากองข่าว มทบ.23 &amp;nbsp;และ พ.ต.อ.ภาคภูมิ &amp;nbsp;พิศมัย ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น แถลงข่าวผลการจับกุมนาย นัทธ์ทัศพล รัตน์อภิวุฒิ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ &amp;nbsp;81/5 ม.14 ต.วังชัย &amp;nbsp;อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;ซึ่งเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. ประจำ จ.ขอนแก่น พร้อมของกลางชุดพนักงาน กฟภ.และหม้อแปลงไฟ้าขนาด 3 เฟส 2 ชุด รถยนต์กระบะ โตโยต้าวีโก้ 1 คัน รถยนต์เก๋ง 1 คัน รวมทั้งอุปกรณ์ สำหรับการก่อเหตุลักทรัพย์รวมหลายรายการ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จับกุมตัวได้ภายในบ้านพัก ตามหมายจับของ ศาล จ.ขอนแก่น ในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมหรือรับของโจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุระชัย กล่าวว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นได้รับแจ้งคนร้ายก่อเหตุ ขโมยหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบ 3 เฟส ที่บริเวณหน้าร้านสุพรรณผ้าใบ ในเขต ต.พระลับ อ. เมือง จ. ขอนแก่น &amp;nbsp;ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นจึงได้ลงพื้นที่แกะรอยคนร้าย &amp;nbsp;จนทราบว่าคนร้ายได้ขับรถยนต์เก๋งสีขาวยี่ห้อ mg รุ่น New mg3 มายกสะพานไฟลงเพื่อตัดไฟหม้อแปลงไฟฟ้าของร้านสุพรรณผ้าใบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; จากนั้นคนร้ายได้ว่าจ้างรถบรรทุกที่ติดตั้งเครนไว้สำหรับยกของ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรถรับจ้างสาธารณะที่จอดรับจ้างอยู่ที่บริเวณริมถนนมิตรภาพ บริเวณสี่แยกประตูเมือง มาทำการยกหม้อแปลงลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญคนขับรถรับจ้างคันดังกล่าวตามข้อมูลที่ปรากฎ เพื่อมาสอบถามข้อมูล จนทราบว่าได้รับจ้างยกเอาหม้อแปลงดังกล่าวลงจากเสาไฟฟ้าจริง เพราะคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เนื่องจากคนร้ายได้แต่งชุดเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้า &amp;nbsp;โดยได้นำหม้อแปลงที่ยกลงมาจากเสาไฟฟ้าขึ้นรถบรรทุก และนำไปเก็บไว้ที่โรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเลี่ยงเทืองเยื้องทางเข้า สภ.บ้านเป็ด &amp;nbsp;อ. เมือง จ. ขอนแก่น โดยคนขับรถบรรทุกยืนยันว่าผู้ต้องหาคือคนที่ว่าจ้างจริงจึงนำไปสู่การจับกุมดังกล่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า จากคำให้การของพยานปากสำคัญ คือเจ้าของรถยนคันดังกล่าว ยังระบุอีกว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวยังได้ว่าจ้างให้ไปยกหม้อแปลงไฟตามสถานที่ต่างๆ อีกหลายที่หลายแห่งรวมทั้งหมด 12 ครั้ง ในขณะที่ตัวผู้ต้องหาเองได้ให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุขโมยหม้อแปลงไฟฟ้าเพียง 4 ครั้งเท่านั้นและ ปัจจุบันยังทำงาน ที่ กฟภ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกครั้งที่ก่อเหตุผู้ต้องหาจะสวมใส่ชุดเจ้าหน้าที่ของ กฟภ. เพื่อให้เจ้าของรถยก และรถบรรทุกเชื่อว่าไม่ได้เป็นการขโมย และเมื่อเอาหม้อแปลงไฟฟ้าลงมาจากเสาไฟฟ้าแล้วก็จะนำไปเก็บไว้ที่โกดัง ขณะที่ผู้รับซื้อนั้นอยู่ที่ จ.สมุทรสาคร โดยมีพยานหลักฐานชัดเจน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะทำการสืบสวนขยายผลการจับกุมต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33506</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขโมยหม้อแปลง, จ.จอนแก่น, พล.ต.ท.สุระชัย  ควรเดชะคุปต์, เจ้าหน้าที่การไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb05fc285287.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจฮือร้องเรียนตำรวจถูกตำรวจตุ๋น 229 ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.61 - ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4 จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีข้าราชการตำรวจซึ่งปฎิบัติราชการอยู่ในพื้นที่ จ.เลย รวมกว่า 10 นาย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ พล.ต.ท.สุระชัย &amp;nbsp;ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 โดยมี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 &amp;nbsp;รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเอกสารหนังสือร้องเรียน และการหารือร่วมดับข้าราชการตำรวจที่เป็นผู้แทนจาก ภ.จว.เลย ที่เดินทางมาร้องเรียนในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ ทั้งหมดจำนวน 194 ราย &amp;nbsp;รวมเป็นเงิน 229,476,804 &amp;nbsp;บาท โดยจากการตรวจสอบรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนและจากการพูดคุยกับข้าราบการตำรวจทีเดินทางเข้าร้องเรียนทราบว่าเมื่อปีงบประมาณ 2560 ช่วง ม.ค.- ก.ค.2560 ข้าราชการตำรวจใน สังกัด ภ.จว. เลย จำนวน 194 นาย เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และได้เข้าร่วมโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์รวมวงเงิน 229,476,804 บาท โดยการกู้เงินของสหกรณ์นำไปชำระปิดบัญชีจากเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างๆจากภายนอก โดยให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นหนี้กับสหกรณ์เพียงแห่งเดียว เพื่อป้องกันมิให้สมาชิกสหกรณ์ซึ่งเป็นลูกหนี้รวมทั้งผู้ค้ำประกันเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหนี้ดังกล่าวฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามรับราชการตำรวจตามกฎ ก.ตร. โดยสมาชิกแต่ละรายกู้รวมหนี้ได้ไม่เกินคนละ 4 ล้านบาท ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาขณะนั้น เป็นประธานสหกรณ์ฯ ที่ได้คิดโครงการบริหารหนี้ขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่าในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นได้มีการประชุมชี้แจงสมาชิก โดยเสนอผลประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ คือ 1. พล.ต.ต.สุทิพย์จะรับผิดชอบนำเงินไปผ่อนชำระสถาบันเงินเจ้าหนี้ให้เป็นประจำทุกเดือน จนปิดบัญชียอดหนี้ทั้งหมด เมื่อถึงระยะเวลาสิ้นสุดตามโครงการ 3 ปีนับแต่วันเข้าร่วมโครงการ และ 2. พล.ต.ต.สุทิพย์ จะจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อยอดเงินที่สมาชิกเข้าร่วมโครงการ คือ 1 ล้านบาทหรือตามอัตราส่วนร้อยละ 5000 เป็นประจำทุกเดือน จนสิ้นสุดโครงการ โดยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นการตัดยอดหนี้เงินต้นคงเหลือ หลังจากที่สหกรณ์ได้หักเอาเงินต่างๆของสมาชิกเป็นรายเดือนตามปกติแล้ว เพื่อจะได้ทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนลดลงเป็นประจำทุกเดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามโครงการ 3 ปีนับแต่วันเข้าร่วมโครงการ พล.ต.ต.สุทิพย์ จะคืนเงินให้แก่สมาชิกร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เข้าร่วมโครงการ 1 ล้านจะได้คืน 500,000 ตามอัตราส่วนของสมาชิกแต่ละคนโดยจะนำไปตัดหนี้สินเงินคงเหลือที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์เพื่อจะได้ทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนน้อยลงหรือหมดสิ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และข้อที่ 4. หากสมาชิกผู้ใดไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการอีกต่อไป พล.ต.ต.สุทิพย์จะนำเงินไปปิดบัญชีที่สมาชิกเป็นลูกหนี้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวให้โดยทันที หากแต่ข้อผิดพลาดเกิดจาก พล.ต.ต.สุทิพย์ ไม่ใช่ความผิดของสมาชิก พล.ต.ต.สุทิพย์ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ที่กล่าวข้างต้นโดยการนำเงินไปปิดบัญชีหนี้สินให้แก่สมาชิกตามจำนวนเงินที่เข้าร่วมโครงการ และต้องคืนเงินให้แก่สมาชิกร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า ข้าราชการตำรวจได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ แต่อยู่กลับได้รับการทวงหนี้จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ว่ามีการค้างชำระหนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นมา และธนาคารออมสินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมาและธนาคารกรุงไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมานอกจากนี้ยังมีจากบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์ที่สมาชิกกำลังผ่อนชำระอยู่ได้ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้และจะยึดรถเป็นจำนวนมาก เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่สหกรณ์โดยเผฉพาะคณะทำงานของ พล.ต.ต.สุทิพย์ กลับได้รับคำตอบกลับมาว่าระบบการเบิกจ่ายเงินถูกล็อคกำลังแก้ไขระบบอยู่สมาชิกแจ้งขอยกเลิกการเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้กับพล.ต.ต.สุทิพย์ โดยขอให้นำเงินที่สมาชิกเข้าร่วมโครงการไปชำระปิดบัญชีให้แก่สมาชิกทันที แต่เมื่อไปตรวจสอบกับสหกรณ์แล้ว สหกรณ์แจ้งว่า ไม่เคยได้รับตั้งแต่สมาชิกเข้าร่วมโครงการเลย
&amp;nbsp;
&amp;quot; &amp;nbsp;สมาชิกซึ่งเป็นลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้ถูกสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทวงหนี้อย่างหนัก เป็นหนี้ ธอส. ก็จะถูกยึดบ้าน รถยนต์ที่ผ่อนชำระอยู่ก็จะยึดรถ ส่วนผู้ที่เป็นหนี้ธนาคารกรุงไทย ก็ถูกธนาคารหักเอาเงินที่มีอยู่ในบัญชีไปจนหมด เพราะทั้งเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนต่างๆที่หน่วยงานโอนเข้าบัญชีให้จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย ถึงแม้ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีก็ไม่สามารถเบิกถอนออกมาได้&amp;nbsp;
เมื่อธนาคารอายัดเงินในบัญชีไว้ ทำให้สมาชิกและครอบครัวรวมทั้งผู้ที่จะต้องพึ่งพาสมาชิกในการดำรงชีพต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเพราะไม่มีเงินที่จะมาจุนเจือครอบครัวและค่าใช้จ่ายของบุตรหลานที่กำลังจะเปิดเทอม ตำรวจหลายคนต้องไปขอกู้ยืมเงินนอกระบบ เพื่อไปชำระหนี้ค้างไว้ เพราะธนาคารจะยื่นฟ้องบังคับหนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อมีผู้เดือดร้อนเข้าร้องเรียนก็ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งในระบบราชการนั้น การตรวจสอบก็ต้องตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ใช้เวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ผู้ถูกร้องเรียนเป็นข้าราชการระดับสูงของสำนักวานตำรวจแห่งชาติ บช.ภ.4 ไม่หนักใจ เพราะความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจจำนวนมาก ต้องว่ากันตามหลักฐาน และไม่กล่าวหาใครง่ายๆ อีกทั้งข้าราชการหากทำผิดก็ถูกดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ผิดอาญาก็ดำเนินคดีทางอาญา ผิดวินัยก็ว่ากันไปทางวินัย และไม่รู้สึกหนักใจ อีกทั้งต้องตรวจสอบด้วยว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่ &amp;nbsp;หรือถ้าเกี่ยวพัน เชื่อมโยงกับบุคคลในหลายภาคส่วน ก็จะประสาน ปปง.ปปช.เข้ามาตรวจสอบร่วมกัน และภายหลังรับหนังสือร้องเรียนแล้วจะทำรายงานถึง ผบ.ตร.เพื่อพิจารณา ในความเดือดร้อนของตำรวจด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9980</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4, ผบช.ภ.4, พล.ต.ท.สุระชัย  ควรเดชะคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07bb5347464.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
